มารู้จัก
ยา Roaccutane กันอีกที

Roaccutane เป็นชื่อทางการค้าของกรดวิตามินเอ (isotretinoin) มีโครงสร้างเป็น
13-cis-retinoic acid ใช้รักษาสิวที่เป็นมากและรุนแรงดื้อต่อการรักษาด้วยยาชนิดอื่นแล้ว
เริ่มใช้ในประเทศอเมริกาตั้งแต่ 1982 และขึ้นทะเบียนในประเทศไทยตั้งแต่
1998 และยาหมดลิขสิทธิ์
จากบริษัท Roche ตั้งแต่ปี 2002 ทำให้สามารถมียาที่เป็น Local made ได้โดยมีราคาถูกลงมาก
ยาทีได้ขึ้นทะเบียนแล้วในประเทศไทย ได้แก่ Acnotin, Sotrex (Ranbaxy),
lsotane เป็นต้น
กลไกการออกฤทธิ์ของยา
เป็นยาตัวเดียวที่สามารถยับยั้งการเกิดสิวในทุกสาเหตุ ได้แก่ลดการทำงานของต่อมไขมัน
ขนาดของต่อมไขมันเล็กลง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของผิวหนัง เชื้อ P.acne
ลดลง (คงจากไขมันที่เป็นอาหารลดน้อยลง) และลดการอุดตันของรูขุมขน
เภสัชจนศาสตร์
ยาจะดูดซึมดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหารทำให้ร่างกายนำยาไปใช้ได้เป็นสองเท่าของตอนท้องว่าง
เมื่อดูดซึมแล้ว 99.9%จะจับกับโปรตีนในเลือดโดยเฉพาะ Albumin และจะอยู่ในกระแสเลือด
(half life) ประมาณ 90 ชั่วโมง ยาจะเปลี่ยนเป็น metabolite อย่างน้อย
3 ชนิดที่ยังมี retinoin activity หลังจากนั้นจะขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระอย่างละเท่า
ๆ กัน
ขนาดเท่าไรถึงจะเพียงพอ
Dosage ขนาดยาน้อยที่สุดที่ได้ผลคือ 0.1mg/kg/day(เช่นหนัก 50kg= 5mg/day)
แต่โอกาสกลับเป็นใหม่ค่อนข้างสูงขนาดยาที่แนะนำคือ 0.5-1mg/kg/day
สิวที่ลำตัวตอบสนองต่อยาน้อยกว่าที่หน้า อาจใช้ 2 mg/kg/day แต่สิวบริเวณลำตัวที่รุนแรง
และเป็นก้อนนูน อาจกำเริบหลังได้ยาควรลดขนาดยา เป็น 0.5 mg/kg/day และให้ร่วมกับยา
กลุ่มสเตอรอยด์
ระยะเวลาบริหารยาประมาณ 16-20 สัปดาห์ หรือขนาดยาสะสม 120 mg/kg/course
ของการรักษา เริ่มจาก 0.5-1mg/kg/day หลังได้ยา 4 สัปดาห์ ปรับระหว่าง
0.1- 1 mg/kg/day บางรายสิวดีขึ้นหลังหยุดยาไป 1-2 เดือน จึงไม่จำเป็นต้องให้ยาจนสิวหายหมดจึงเลิกยา
ประมาณ 10% ของคนไข้ต้องใช้ยาครั้งที่สอง โดยเฉพาะวัยรุ่นอายุต่ำกว่า
16-17 ปี ควรเว้นระยะห่างจากครั้งแรก 2-3 เดือน
ใครบ้างที่เป็นข้อห้ามในการใช้ยานี้
ไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์ หรือให้นมบุตร โรคตับ โรคไต ได้วิตามินเอมากเกิน
ไขมันในเลือดสูงและแพ้ยานี้
ใช้อย่างระมัดระวังในคนไข้เบาหวาน อ้วน พิษสุราเรื้อรัง และภาวะไขมันเผาผลาญผิดปกติ
สำหรับคนไข้ที่ต้องการทำศัลยกรรม ขูดผิว ขัดสิว ลอกหน้า กรอหน้าด้วยเลเซอร์
ลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวเสริมความงามให้หยุดกินยา 6 เดือน ถึง 1 ปี
จึงทำได้ เพื่อป้องกันแผลเป็นนูน
ไม่ควรให้ร่วมกับยาวตามินเอ และ ยาเตตร้าไซคลิน
สิ่งที่ควรตรวจก่อนรับประทานยา
ตรวจเลือด ดูการทำงานของตับ และระดับไตรกลีเซอไรด์ เมื่อกินยาไป 3-4
สัปดาห์ หรือ 6-8 สัปดาห์ เจาะเลือดดูไตรกลีเซอไรด์อีกครั้ง ถ้า >500
mg/dl ต้องคอยตรวจเป็นระยะๆ >700 mg/dl ต้องหยุดยา และให้ยาลดไขมันเพราะอาจมีอาการตับอ่อนอักเสบและก้อนไขมันตามผิวหนัง
สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด
- ห้ามกิน ขณะมีครรภ์โดยเฉพาะช่วงท้องได้ 3 สัปดาห์ เด็กจะพิการ
- คุมกำเนิดก่อนกินยา 1 เดือน หลังหยุดยาให้คุมกำเนิดต่ออีก 1 เดือน
- ทดสอบการตั้งครรภ์ว่าให้ผลลบก่อนกิน 2 สัปดาห์
- สำหรับผู้ชายที่กินยาตัวนี้ แล้วมีลูก จะไม่มีผลอะไรกับลูก
- ยาผ่านทางน้ำนมได้ จึงไม่ควรกินในรายที่ให้นมลูก
ผลข้างเคียง
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับขนาดยาที่ให้
1. Cheilitis พบเกือบทุกราย โดยเฉพาะถ้าให้ dose สูง ควรให้ทา Vaseline
ointment บ่อยๆ
2. Dry skin พบมากที่หน้า upper arm, wrist, lower leg โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่มีความชื้นต่ำ
ผิวจะเป็นแบบ scaling, icthyosiform dermatitis
3. Ophthalmologic side effects ได้แก่ ตาแห้ง (ระหว่างใช้ยานี้ควรงดใช้
contact lens) cornea ขุ่นและลด night vision
4. Hair loss, increase sunburn, skin infection
5. Sticky palms & soles พบไม่มาก
6. Friction blister เกิดจากการทำงานหนักหรือเล่นกีฬา
7. Musculo-skeletal symptoms พบ arthralgia ได้ประมาณ 15% มักเกิดหลังจากออกกำลังกายหรือมี
activity มากๆ
8. Hyperostosis and diffuse interstitial skeletal hyperostosis (DISH)
พบน้อยมาก
9. Pseudotumor cerebri เป็น benign intracranial hypertension อาจเกิดจากยาอื่นได้อีกหลายตัว
เช่น ไม่ควรใช้ tetracycline ร่วมกัน
10. Early epiphyseal closure ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า
18 ปี
คำเตือนจากบริษัทที่สำคัญ
- ห้ามใช้ในคนที่แพ้ ว่านประกอบของยานี้ ร่วมทั้งแพ้ paraben เพราะใช้เป็น
preservative
- Psychiatric disorder มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับยานี้มีพฤติกรรมผิดปกติ
เครียด มีอาการทางจิตเวช พยายามฆ่าตัวตาย หรือฆ่าตัวตายในผู้ป่วยบางราย
ปวดศีรษะได้พบได้ประมาณ 1-10% ดังนั้นห้ามใช้ในคนที่แนวโน้มว่าจะมีอาการทางจิต
- Hepatotoxicity พบว่าผู้ที่ได้รับยาจะมี liver enzyme ขึ้นได้ในระดับ
mild to moderate 15% โดยที่ไม่มีอาการ และเมื่อหยุดยาหรือลดขนาดยาผลเลือดจะกลับมาเป็นปกติ
ถ้าหากไม่ลงให้หยุดยาหรือลดขนาดยาผลเลือดจะกลับมาเป็นปกติ ถ้าหากไม่ลงให้หยุดยาและหาสาเหตุอื่นด้วย
- Pancreatitis ตับอ่อนอักเสบ มีรายงานว่าสามารถเกิด Acute hemorrhagic
pancreatitis ในคนที่มี triglyceride สูง ใน clinical study พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของ
triglyceride 25% , cholesterol 7% ลด HDL 15% แนะนำให้ตรวจเลือดในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
เช่น อ้วน เบาหวาน และ ตรวจหลังทานยา 4 สัปดาห์
- Hearing impair มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับยามีความผิดปกติในการได้ยินและมีเสียงในหูได้
สาเหตุไม่ทราบ แต่ถ้ามีให้หยุดยา
- Inflammatory bowel syndrome ถ้ารับประทานยาแล้วมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง
ถ่ายเป็นเลือด ต้องหยุดยาทันที
- Vision disturbance สามารถทำให้ cornea opacity และเกิด night blindness
ได้ เมื่อหยุดยาอาการจะหายได้
ข้อแนะนำก่อนการใช้ยา
1. เลือกผู้ป่วยที่ควรใช้ยาให้ถูกต้อง
2. อธิบายถึงผลในการรักษาและผลข้างเคียงของยา
3. ถ้าผู้ป่วยเป็นเด็ก ควรอธิบายให้บิดามารดาเข้าใจด้วย
4. ระวังการใช้ยาในสตรี ควรตรวจปัสสาวะพิสูจน์ว่าไม่มีการตั้งครรภ์ก่อนรับประทานยา
5. ควรตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ, ดูระดับเม็ดเลือดและระดับไขมันเส้นเลือดเป็นระยะๆ
ตั้งแต่ก่อนให้ยา 1 เดือนและ 3 เดือนหลังให้ยา
6. ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับและไตผิดปกติ
7. ชั่งน้ำหนักเพื่อคำนวณขนาดยา
8. ในสตรีเริ่มให้ยาในวันที่ 3 ของประจำเดือน
9. อาจให้ non-medicated emollient
10. ในผู้ที่สายตาสั้น งดการใช้ contact lens ชั่วคราวให้ใช้แว่นแทน
|
|

|